ความสุขแท้จริง ในวัย 40 ปี คือได้รู้ว่า “ความสุข” นั้นมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งเสมอ

4 second read
0

เรื่องที่ 1

เพื่อนคนหนึ่งอายุครบ 42 ปี บ่นว่าปีนี้เป็นปีที่อกหั กเรื่องงาน

นับเป็นทุกข์หนัก ทำให้คนที่ชีวิตทำแต่งานอย่างเดียว ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นอย่างเขารู้สึกแย่มาก

แต่แล้ว การมาของลูกชายที่เพิ่งคลอด ก็ทำให้เขาได้พบความสุขเรียบง่ายของชีวิต

เช่น แอบมองตอนลูกหลับ ได้เห็นลูกยิ้มหรือหัวเราะ

ทั้งยังเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว จนทำให้รู้สึกว่า ปีนี้เป็นปีที่มีความสุขที่สุด

เรื่องที่ 2

ผมไถฟีดเฟซบุ๊กลงมาเรื่อย ๆ พบเพื่อนที่เพิ่งย้ายไปอยู่แม่สอดกับภรรย า

และลูกเล็ก ที่คลอดออกมาต่อจากเพื่อนคนแรกไม่นาน

เพื่อนโพสต์ถึงงานศ พของชาวพม่าที่จัดขึ้นที่แม่สอด

ความน่ารักในงานคือ ผู้คนที่ไม่ใช่ญาติมิตรของแรงงานชาวพม่า

ต่างให้กำลังใจกัน เพื่อนคนนี้ก็ห่างกรุงเทพฯ ไปนานเสียจนเราล้อกันว่า

คงไม่ได้เจอหน้ามันแล้วจนกว่าลูกจะโต นี่ก็อีกความเปลี่ยนแปลงใหญ่

เรื่องที่ 3

เพื่อนอีกคนลงรูปคู่กับภรรย าซึ่งตัวติดกันเสียยิ่งกว่าเงา

เ พราะเงาจะเห็นได้เฉพาะกลางวันหรือในที่ที่มีแสง

แต่เพื่อนคนนี้เจอเขาที่ไหนเจอเมียที่นั่น ไม่ว่ากลางวันหรือห้องมืด

เป็นคนให้ความสำคัญกับครอบครัว ความสุขของเขาก็คือได้ไปไหนมาไหนกับเมีย

(อาจเป็นความสุขที่แปลกเสียหน่อยสำหรับผู้ชายอีกหลายคน)

เพื่อนคนนี้ทำธุรกิจโรงแรม แน่นอนว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน

ได้รับผลกระทบหนัก แต่ก็ยังยิ้มสู้ เพร าะมีเมียเคียงข้าง

เรื่องที่ 4

เพื่อนคนที่สี่มีความสุขกับการทำอาหาร กินคนเดียวบ้าง

กินกับเมียบ้าง นี่คืออีกด้านของเหรียญ แม้แต่งงานไปเกือบสิบปี

แต่โอกาสจะเห็นรูปคู่ของเขากับเมียนั้นนาน ๆ มาทีเหมือนดาวหาง

เขาเคยเปรียบการทำอาหารเหมือนการบำบัดจิต จดจ่อ มีสมาธิ

จัดจานให้งาม สวาปามแล้วมันก็สิ้นไป ความสุขของมันคล้ายกับเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งมักเข้าครัวตอนเที่ยงคืน

เรื่องที่ 5

เพื่อนอีกคนอวดใบ Certification ครูโยคะ ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนย าวนาน

อีกคนซื้อกีตาร์ใหม่ อีกคนมีความสุขกับการถ่ายภาพสัตว์ใต้ทะเล

อีกคนฮึกเหิมไปกับการวิ่งซิตี้รันในกรุงเทพฯ 60 กิโลเมตร

บางคนมีความสุขกับการไปม็อบ และอื่น ๆ อีกมากมาย นี่แค่ที่เห็นผ่านหน้าเฟซบุ๊กเท่านั้น

เรื่องที่ 6

พอเดินทางมาถึงอายุ 40 ปี ผมพบว่า “ความสุข”

ของเพื่อนพ้องแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง ความสนใจ

การให้คุณค่า ใช้เวลา และพึงพอใจนั้น หลากหลายขึ้นกว่าในวัยหนุ่มสาวมากมายนัก

งานและการพิสูจน์ตัวเองดูเหมือนเป็นเป้าหมายหลักในช่วงเริ่มต้นชีวิต

มองความก้าวหน้า เงินเดือน รถ บ้าน นาฬิกา ข้าวของ รางวัล

ตำแหน่ง ชื่อเสียง แม้ไม่ตั้งใจจดจ้อง แต่ก็เหลือบมองอยู่ลึก ๆ

แต่ทุกวันนี้ การเปรียบเทียบเหล่านั้นน้อยลงมาก แต่ละคนเปิดสำนัก

ฝึกวิชาความสุขในแนวทางของตัวเองอยู่เงียบ ๆ ซึ่งแน่นอนแหละว่า

มีความทุกข์เข้าแทรกอยู่เป็นระยะ แต่เป็นทุกข์จากสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

มิใช่เกิดจากการเปรียบประชันอะไรกันเหมือนวันก่อน

เรื่องที่ 7

บางทีผมอดคิดไม่ได้ว่า พวกเราล้วนเติบโตมากับเกณฑ์มาย าบางอย่าง

ที่ขีดเส้นไว้ว่า “แบบนี้ดี” เช่น คุณต้องทำงานเก่งถึงจะดี ต้องประสบความสำเร็จเร็วถึงจะดี

ต้องมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้ถึงจะดี ต้องมีฟอลโลเวอร์เท่านี้ถึงจะดี ฯลฯ

อีกมากมายที่ทำให้ทุกคนวิ่งไปไขว่คว้าในสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ พื้นที่

ที่ทุกคนอย ากไปยืนอยู่ตรงนั้น มันไม่ได้กว้างขวางพอสำหรับทุกคน

เรื่องที่ 8

ผมเป็นมนุษย์ที่ความรู้เรื่องไวน์น้อยมาก เวลาซื้อไวน์ ดื่มไวน์

แต่ก่อนจะกังวลว่า ต้องแบบไหนถึงจะดี ปลูกที่ไหน ปีไหน กินกับอะไรจึงจะถูกต้องตามสูตร

เรื่องไวน์ก็ไม่ต่างอะไรกับ ความดีงามของชีวิต ที่มีค่านิยมบางอย่าง

กำหนดสูตรตา ยตัวเอาไว้ หน้าที่ของทุกคนคือเรียนรู้สูตรนั้นแล้วกระทำตาม

เรื่องที่ 9

ผมเพิ่งได้อ่านคำนำในหนังสือ “I Drink Therefore I am”

ภาคภาษาไทย ที่เขียนโดยอาจารย์ธเนศ วงศ์ย านนาวา

ซึ่งบรรย ายเกี่ยวกับกรอบความคิดเกี่ยวกับไวน์ที่เปลี่ยนไป

ด้วยความรู้ทางวิทย าศาสตร์ และสำนึกประชาธิปไตยว่า

มีหลายอย่างที่มีผลต่อการรับรสไวน์ ตั้งแต่ดีเอ็นเอของแต่ละคน สภาวะจิตวิทย าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

สภาวะเหล่านี้มีผลมาจากข้อมูลที่สัมพันธ์กับสังคม

การรับรสชาติของมนุษย์ในแต่ละเขต แต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน

เช่น บางพื้นที่ชอบเผ็ด บางพื้นที่มีรสขม บางพื้นที่ไม่มี

การเปรียบเทียบรสไวน์จึงผูกพันกับความทรงจำของแต่ละคนด้วย

จึงไม่มี “มาตรฐานเดียว” ใครจะกินไวน์อะไร กินกับอะไร

กินกับใครก็แล้วแต่ร่างกาย และการทำงานของประสาทรับรสของคนแต่ละคน

สรุปว่า ไวน์ดีต้องแบบนี้ ไวน์นี้ต้องกินกับเนื้อกับปลา มันเป็นแค่มาตรฐานที่ถูกตั้งขึ้นโดยคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

เรื่องที่ 10

กลับมาที่หน้าจอเฟซบุ๊ก ผมสนใจที่เพื่อนคนแรกได้พบความสุขชนิดใหม่ในชีวิต

เพรา ะมันก็เป็นแบบที่มันบรรย ายตัวเองมาตลอด คือโฟกัสที่งานเป็นหลักใหญ่ในชีวิต

การได้เห็นเพื่อนแฮปปี้กับลูกชายตัวน้อย นับเป็นเรื่องใหม่ที่น่าชื่นใจไปด้วย

ทำให้ผมมองเห็นความสุขที่แตกต่างกันของเพื่อนอีกหลายคน

ไม่เพียงต่างจากคนอื่น แต่ยังต่างจากตัวของเพื่อน ๆ เองในวัยก่อนหน้านี้

ถ้าเป็นสิบปีที่แล้ว มีคนมาบอกเพื่อน ๆ ว่า อีกหน่อยจะมีความสุขกับการปั่นจักรย าน

วิ่งไกล โยคะ ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ถ่ายรูปสัตว์ใต้ทะเล ฯลฯ เพื่อน ๆ อาจส่ายหัวยิก แต่วันนี้มันก็เป็นไปแล้ว

เรื่องที่ 11

ผมคิดว่าเราทุกคนล้วนตามหา “บ้านของหัวใจ” บางสถานที่

บางสภาวะ บางกิจกรรม และบางผู้คนที่เราใช้เวลาด้วยแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน

มันแตกต่างจากเวทีที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็นตลอดเวลา

ซึ่งเหนื่อยและหนัก ตัวตนบนเวที คือตัวตนที่เราอย ากเป็น

และอย ากให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นอย่างนั้น

ขณะที่ตัวตนที่บ้าน คือตัวตนที่เราเป็นจริง ๆ ไม่ต้องพย าย าม

ไม่ต้องดัดแปลงตัวเองไปเป็นอะไรที่เก่ง สวย หล่อ ฉลาดไปกว่าที่เป็นอยู่

อยู่บนเวทีนานเกินไป ใครก็อย ากกลับบ้าน

เรื่องที่ 12

เงื่อนไขในชีวิตของเราไม่เหมือนกัน ดีเอ็นเอในตัวเราไม่เหมือนกัน

เราเติบโตหล่อหลอมมาจากพื้นฐานที่ต่างกัน กระทั่งการอยู่ในสถานที่เดียวกัน

คนสองคนยังร้อนหนาวไม่เท่ากัน การพย าย ามมีความสุขในแบบเดียวกัน

ที่มีคนเซ็ตมาตรฐานเอาไว้จึงเป็นเรื่องน่าตลกมากกว่าน่าภาคภูมิใจ

เมื่อประกวดประชันกันบนเวทีมาเนิ่นนาน ถึงวัยหนึ่งเราก็แค่เดินลงจากเวที

แล้วกลับไปที่บ้าน กลับไปในที่เล็ก ๆ เงียบ ๆ ที่สร้างความสุข

ที่แท้จริงให้ตัวเอง – โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครอื่น

เรื่องที่ 13

ความสำเร็จของเราอาจเป็นการกล่อมลูกให้หลับ เป็นท่าโยคะที่พย าย ามมาหลายเดือน

เป็นดอกกุหลาบที่บานให้ชื่นใจ เป็นใบใหม่ของไทรใบสัก

เป็นอาหารจานเด็ดที่ทำเสร็จพร้อมเสิร์ฟ เป็นเพลงใหม่ที่เพิ่งแกะไปเล่นกับเพื่อน

เป็นรูปถ่ายปลาใต้ทะเลตัวจิ๋วรูปแรกในชีวิต ฯลฯ อีกมากมาย

เรื่องที่ 14

ไวน์อร่อยอาจไม่ใช่ไวน์ที่คนอื่นบอกว่าดี แต่เป็นไวน์ที่เราชิมเองแล้วอร่อย

มันอาจไม่แพง ไม่มีประวัติหรูหรา ไม่ได้รับตราประทับจากใคร

แต่ลิ้นของเราบอกว่าอร่อย นั่นก็คือไวน์อร่อยสำหรับเรา กินกับอะไร กินกับใคร ก็อยู่ที่เรา

เรื่องที่ 15

เส้นทางสู่ยอดเขาอาจมีเส้นทางเดียว และอาจมีผู้คนมากมายตะเกียกตะกายไต่ขึ้นไป

แต่เส้นทางสู่ “บ้านของหัวใจ” นั้นหลากหลายเหลือเกิน

ต่างคนต่างเดิน และชื่นชมเส้นทางของกันและกัน

ความสุขในวัย 40 คือได้รู้ว่า “ความสุข” นั้นมีทางเลือกมากกว่าหนึ่ง

และความสุขของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีความสุขมากกว่า เ พราะความสุขของเราต่างกัน

สร้างบ้านของหัวใจของตัวเอง ว่าง ๆ ก็ไปเยี่ยมบ้านของหัวใจของเพื่อน ๆ

เมื่อมีบ้านของหัวใจของตัวเองแล้ว “ยอดเขา” ก็เป็นสถานที่ที่… ไม่ไปก็ได้

ที่มา Roundfinger

Load More Related Articles
Load More By adminnuy
Load More In คิดบวก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

10 ข้อคิดเตือนสติ คุณมีค่ามากพอ เกินกว่าจะทนวิ่งตามใครที่ไม่รักเรา

1 การที่คนคนเดียวปฏิเสธคุณ ไม่ได้ หมายถึง คุณไม่ดีพอ พิ … …